สนับสนุนการกลับมาของ ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี ถนนเต็มไปด้วยหนาม ขออยู่ข้างๆ และให้กำลังใจแม่เสมอ
ดวงชะตาท่านผู้หญิงศรีรัสุวดีชีวิตที่ ขึ้นไปสู่จุดสูงที่สุดและลงมาต่ำที่สุดคง จะเป็นใครไม่ได้นอกจากบรรดาเจ้าหญิงต่างๆ ที่เตเต้ามาจากสามัญชนแล้วจู่ๆวันนึงก็ ต้องตกต่ำไปจนสุดในชีวิตหนึ่งในนั้นคือ ท่านผู้หญิงศรีรัตน์ที่ไร้วี่แววจะได้ กลับมาเป็นเจ้าหญิงู้สงศักดิ์อีก ครั้งชีวิตดังละครท่านผู้หญิงศรีรัตน์ สุวดี 13 ปีในรั้วพระ ราชวังสูงสุดคืนสู่สามัญดูจะเป็นวลีที่ เหมาะสมที่สุดหากจะขออนุญาตเอ่ยถึงท่าน ผู้หญิงศรีรัตน์สุวดีซึ่งก็ถือเป็นบุคคล ที่ตกเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในรอบปี 2557 เนื่องจากอดีตคือพระเจ้าบรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาในสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารแต่ปัจจุบัน คือสามัญชนคนเดินดินหลังจากกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอลาออก จากฐานนันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เพื่อ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและพระราชทาน พระบรมราชานุญาต แล้วเรื่องของท่านผู้หญิงศรีรัตสุวดีถือ เป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับจ้องของสังคมไทย ทั้งคุโณปการที่ท่านผู้หญิงที่ได้ปฏิบัติ กรณียกิจไว้ขณะดำรงอิสริยยศและสิ่งต่างๆ อีกมากมายชีวประวัติหม่อมศรีรัตน์สุวดี พลตรีหญิงท่านผู้หญิงศรีรัตน์สุวดีพระนาม เดิมพระเจ้ารวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัตน์
พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ์สยามกุฎราชกุมาร เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมปีพุทธศักราช 2514 เป็นอดีตพระวรชายาในพระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรง เป็นสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารเป็นพระ มารดาในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า ทีปังกรรัศมีโชติมหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารท่านผู้หญิงศรีรัตน์ ทรงอภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระ วิชรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังดำรง พยศเป็นสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ปี 2544 และได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าบรวงศ์
เธอพระองค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาในเวลา ต่อมาจนในปี 2557 มีขรีบนำสกุลพระราชทานและกวัดล้าง เครือข่ายของพระองค์ซึ่งสื่อมองว่าเป็น การหย่าร้างของทั้งสองสุดท้ายท่านผู้หญิง ศรีรัตน์ได้ถวายบังคมลาออกจากฐาน นันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์กับทั้งได้รับ เงินพระราชทานจากสำนักงานทรัพย์สินส่วน พระ มหากษัตริย์ชีวประวัติพื้นฐานครอบครัวและ การ ศึกษาท่านผู้หญิงศรีรัตสุวดีมีชื่อเล่น ว่าอีดเกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมปี พุทธศักราช 2514 เป็นบุตรคนที่ 3 จากทั้งหมด 5 คน ของอภิรุจสุวดีและวันทนีสกุลเดิมเกิด อำแพงพื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัด สมุทรสงครามบิดาเป็นชาวตำบลวัดประดู่
อำเภออัมพวาจังหวัด สมุทรสงครามส่วนมารดาเป็นชาวมอญจากตำบล อำแพงอำเภอบ้านแพ้วจังหวัดสมุทรสาครท่าน ผู้หญิงศรีรัตน์มีพี่พี่สาวและพี่ชายชื่อ สุดาทิพม่วงนวลณรงสุวดีส่วนน้องสาวและ น้องชายคือปณิดาสุวดีและณัฐพลสุวดีอดีต ราชองครักษ์เวรส่วนพล.ตำรวจโทพงษ์พัฒ ฉายาพันธุ์เป็นน้าของเธอท่านผู้หญิง ศรีรัตน์เข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษา ตอนต้นจากโรงเรียนวัดสุนทรสถิตหรือ สามัคคคีวิทยาคมในอำเภอบ้านแพ้วระดับปฐม ผมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเทศบาลบ้าน มหาชัยหรือ อนุกลูสาครและเข้าศึกษาต่อในระดับ มัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดน้อยในเขต ตลิงชัน
กรุงเทพมหานครภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพจากโรงเรียนกรุงเทพ การบัญชีวิทยาลัยก่อนจะเข้าศึกษาในระดับ ปริญญาที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คณะวิทยาการจัดการสาขาวิชาการจัดการทั่ว ไปหลักสูตร 4 ปีเมื่อปี 2540 ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระ บาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะดำรง พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์สยามกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2545 และสำเร็จการศึกษาปริญญาโทหลักสูตร ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขา คหกรรมศาสตร์ภาคพิเศษสาขาวิชาการพัฒนาการ ครอบครัวและเด็กคณะเกษตรมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ด้วยคะแนนเกียดเฉลี่ย 3.94 การเข้าสู่พระราชวงศ์ท่านผู้หญิง ศรีรัตน์เริ่มเข้าถวายการรับใช้พระบาท สมเด็จพระจิรกรเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยัง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสธิราช สยามมกุฎราชกุมารตั้งแต่ปี 2536 โดยรับผิดชอบหน้าที่การงานในฐานะ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์นอกจากนี้ยัง ได้ถวายงานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระ บรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงใน ด้านศิลปชีพ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและ ท่านผู้หญิงศรีรัตน์มิได้ทรงจดทะเบียน สมรสตามกฎหมายต่อมาเข้าเฝ้าพระราชทานน้ำ พระมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราชมนาบพิและทรงพระกรุณาปรด เกล้าสถาปนาขึ้นเป็นหม่อมศรีรัตน์มหิดลณ อยุธยาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 โดยพระบาทสมเด็จพระวจรเกล้าเจ้า อยู่หัวทรงกล่าว ว่าตอนนี้อยู่เป็นครอบครัวมีกันอยู่ 4 คน มีเราหม่อมพระองคภาและท่านหญิงอยู่กับ หม่อมมาตั้งแต่ปี 2536 อยู่มานานรู้จักกันมา 9 ถึงปีแล้ว ดูใจกันมานานเราอยากจะซากครอบครัวขึ้นมา ให้ดีหม่อมมีหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆภายใน บ้านดูแลข้าราชบริพารรวมทั้งถวายงาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระ บรมราชินีนาถเราใช้ชีวิตกันแบบสบายๆไม่มี อะไรเราอายุ 50 ปีแล้วไม่อยากเริ่มต้น
ชีวิตใหม่อยากได้ครอบครัวที่ดีที่คนพอใจ เป็นประโยชน์คบได้ไม่ใช่เป็นการเอามาใส่ ประชาชนแต่ขอให้ประชาชนยอมรับว่าคนนี้ใช้ ได้ถ้าเป็นหม่อมในพระบรมทุกคนก็ต้องกราบ ไหว้มันก็ พังพระบิดาและพระมารดาของพระองค์รวมทั้ง สมาชิกในครอบครัวได้รับพระราชทานนามสกุล จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อัครพงศ์ปรีชาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 หม่อมศรีรัตน์ได้รับพระราชทานเครื่องราชย อิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในเมื่อวัน ที่ 6 พฤษภาคม 247 และได้ประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกยา เธอเจ้าฟ้าทีบังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารพระราชโอรสเมื่อวันที่
29 เมษายน 2548 ภายในปีนั้นพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระ บรมราชโองการโปรดเกล้าสถาปนาหม่อม ศรีรัตน์มหิดลณอยุธยาขึ้นดำรงพระอิสริยศ เป็นพระเจ้ารงคเธอพระองค์เจ้าศรีรัตน์พระ วรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมารเป็นเจ้านายแห่งราชวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2548 ทรงขอหล่าออกจากฐานอดรสักดิ์ กองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสธิราช สยามกุฎราชกุมาร พระอิสริยยศขณะนั้นมีหนังสือลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 แจ้งถึงปลัดกระทรวง มหาดไทยเพื่อขอยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน อัครพงศ์ปรีชาโดยให้ผู้ใช้ชื่อสกุลพระ
ราชฐานนี้ในปัจจุบันกลับไปใช้ชื่อสกุล เดิมโดยก่อนหน้านั้นมีการกวาดล้างพยาธิ ใกล้ชิดของพระองค์ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการฉ่อราชบาหลวงโดยทั้งหมด กลับไปใช้สกุลเดิมก่อนพระราชทานคือเกิด อำแพงต่อมาข้อมูลนามสกุลนั้นผิดเมื่อตรวจ สอบแล้วจึงเปลี่ยนให้ใช้เชื่อสกุลว่า สุวดีอันเป็นชื่อสกุลเดิมที่แท้จริงตั้ง แต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งสำนักข่าว BBC มองว่านี่อาจ เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การหย่าร้างของ ทั้งสองพระ องค์ในวันที่ 12 ธันวาคมปีเดียวกันพระบาท สมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระ บรมราชโองการโปรดก้าวโปรดกระหม่อมให้
ประกาศว่าพระเจ้าบรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ศรีรัตน์พระวรชายายศในขณะนั้นได้ทรงนำ ความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระ บรมโอรสธิราชเจ้าฝา มหาวชิราลงกรณ์สยามกุฎราชกุมาร พระอิสริยยศในขณะนั้นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจาก ฐานันดรศักดิ์มีผลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคมปี 2557 กาลนี้พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานเงิน 200 ล้านบาทแก่พระองค์เจ้าศรีรัตน์เพื่อ ทรงใช้ในการดำรงพระชนชีพและทรงดูแล ครอบครัวมีข่าวกระทรวงการคลังยืนยันว่า สมเด็จพระบรมโอรสธิราชสยามกุฎราชกุมาร พระอิสริยยศในขณะนั้นขอรับเงินพระราชทาน
จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และยังขอความร่วมมือสื่อมวลชนงดเผยแพร่ เอกสารที่ไม่เหมาะสมในสื่อทุก ชนิดวันที่ 13 ธันวาคมสังคมออนไลน์ส่งภาพ ศรีรัตน์ทรงทำบัตรประชาชนใหม่ต่อๆกันเธอ ทรงใช้คำนำหน้านามว่านางสาวและพระองค์ได้ ทรงย้ายออกจากวังสุโขทัยเสด็จไปประทับ อยู่ที่พระตำหนักในอำเภอวัดเพลงจังหวัด ราชบุรีอย่างไรก็ตามเธอจะมีคำหน้านามว่า ท่านผู้หญิงเนื่องจากพระองค์ได้รับพระ ราชทานเครื่องราชอิสริยาพรจุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในทั้งนี้ข้อมูล ว่าพระองค์ได้ทรงลาออกจากการเป็นข้า ราชการทหารวันที่ 17 ธันวาคมเธอได้เขียน
จดหมายขอบคุณสื่อมวลชนที่ติดตามและขอ ปฏิบัติธรรมแบบเงียบๆกับครอบครัวเนื่อง จากมีสื่อมวลชนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจน รบกวนการปฏิบัติธรรมของพระ องค์ทางด้านกรณียกิจส่วนใหญ่ของท่านผู้ หญิงศรีรัตน์ขณะเป็นพระวรชายาในสมเด็จพระ บรมโอรสธิราชสยามกุฎราชกุมารนั้นจะเน้นใน ด้านครอบครัวและเด็กเป็นหลักโดยโครงการ แรกของคือโครงการายลักษณ์จากแม่สู่ลูกต่อ มาเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการายรักษ์แห่ง ครอบครัวในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารที่รณรงค์ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โครงการดังกล่าวมี วัตถุประสงค์ที่จะสร้างความเข้มแข็งใน
ครอบครัวเพิ่มประสิทธิภาพของสถาบัน ครอบครัวและและลดปัญหาสังคมทาง หนึ่งต่อมาได้มีดำริในการเปิดศูนย์ 3 วัย ศาลสายใยรักแห่งครอบครัวอันเป็นศูนย์กลาง ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นวงจรทุกช่วง วัยระหว่างวัยเด็กวัยทำงานและวัยชราให้มี ความสัมพันธ์กรมเกรียวพระเจ้าบรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาทรงประกอบ พระกรณียกิจครั้งสุดท้ายก่อนลาออกจากฐา นันดรศักดิ์ ในพิธีเปิดมหกรรม 9 ปีสายใยรักแห่ง ครอบครัวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ทางด้านสาธารณสุขมีพระดำริจัดตั้ง ศูนย์สรีทวีรักษ์อันมีความหมายว่าศูนย์ แห่งการแบ่งปันและเพิ่มพูนความรักมีหลัก
การเดียวกันสถานรับเลี้ยงเด็กแต่เปลี่ยน มาเป็นบริการแก่ผู้สูงอายุแทนโดยให้ลูก หลานนำผู้สูงอายุมาฝากในเวลากลางวันเพื่อ ไปประกอบอาชีพณที่นั่นมีผู้สูงอายุก็จะพบ ปะกับสหายวัยเดียวกันบริการผู้สูงวัยอายุ ระหว่าง 65 -80 ปีให้ได้รับการพักผ่อน อย่างมีความสุขในมั้นปลายชีวิตมีการสร้าง สุโขโยคะซึ่งเป็นโครงการเสริมสร้างสุขภาพ ณพื้นที่ควบคุมในพระองค์ 904 ของสมเด็จ พระบรมโอรสธิราช สยามมกุฎราชกุมารเมื่อปี 2554 เพื่อให้ข้าราชบริพารและประชาชน ทั่วไปได้เข้ามาใช้ประโยชน์มีระบบการออก กำลังกายแบบไจโรทานิคโดยกล่าวไว้ว่าไป เล่นที่เมืองนอกมาเห็นว่าอะไรดีก็นำเข้า
มาในประเทศได้เล่นกันที่สุดสุโขคะได้ปิด ตัวลงในวันที่ 13 ธันวาคมปี 2557 นอกจากนี้มีการจัดตั้งกองทุน ทีปังกรภัทรบุตรซึ่งนำเงินไปสนับสนุนโครง การที่ช่วยเหลือทารกซึ่งถือเป็นโครงการ ที่ผลักดันให้มีการจัดทำนโยบายสาธารณสุข ระดับประเทศแก่ทารกวัยตั้งแต่ 0-5 ปีรวม ไปถึงการช่วยเหลือทารกที่คลอดก่อนกำหนด และการรณรงค์ป้องกันการท้องก่อนวัยอัน ควรด้านสาธารณประโยชน์วันที่ 16 มีนาคม 2554 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารและพระเจ้ารวงศ์เธอพระ องค์เจ้าศรีรัตน์พระบรชยาคือพระยศในขณะ นั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พลอากาโท ภักดีแสงชูโตนำผ้าห่มกันหนาว 20,000 ผืน
ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่น ดินไหว้และคลื่นสึนามิในโทโฮกุปี 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยมีกษัตริย์พิรม เป็นผู้รับมอบในด้านสาธารณประโยชน์เมื่อ วันที่ 30 พฤศจิกายนในปีเดียวกันหลังอุทก ภัยในประเทศไทยปี 2554 พระเจ้าบรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ศรีรัตน์พระ รัชชาเสด็จพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอพระ องค์เจ้าทีมังกรรัศมีโทษได้ทรงร่วม กิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยด้วยการ ทำความสะอาดพื้นอาคารและกระจกของอาคาร ศรีรัตน์ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดย ก่อนหน้านี้ได้ทรงเยี่ยมผู้ประสบภัยและ พระราชทานถุงยชีพแก่ราษฎรในต่างจจังหวัด
ทั้งนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชยาม มกุฎราชกุมารและพระเจ้าบรวงศ์เธอพระองค์ เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาได้ทรงอุปการะเด็ก กำพร้าคือจักกฤษและอนุเดชชูสีที่ครอบครัว เสียชีวิตจากภูเขาถล่มเมื่อปี 2554 รวมทั้งครอบครัวของบุรฮานและบุษริน รายมณีซึ่งบิดาถูกลอบสังหารจากเหตุความ ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2556 เป็น ต้นเกียรติยศพระอิสริยยศและคำนำหน้าพระ นามศิรสุวดีวันที่ 9 ธันวาคม 2514 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ปี 2544 หม่อมศรีรัตน์มหิดลณอยุธยาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ปี 2544 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2548 พระเจ้ารวงศ์ถือพระองค์เจ้า
ศรีรัตน์พระวรชยาในสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร วันที่ 15 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 11 ธันวาคมปี 2557 ท่านผู้หญิงศรีรัสุวดีวันที่ 11 ธันวาคม 2557 ถึง ปัจจุบันดวงชะตาของคนที่เกิดมาเพื่อสร้าง บารมีมาดูดวงของคนที่เกิดมาเพื่อสร้าง บารมีอันที่จริงคนเราทุกคนที่มีโอกาสเกิด มาเป็นคนก็ต้องสร้างบารมีกันทุกคนจะมาก บ้างน้อยบ้างก็สุดแล้วแต่กิเลสและความหลง ในใจคนมีมากแค่ไหนแต่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในวันเดือนปีดังต่อไปนี้คือ ผู้ที่มาสร้างบารมีโดยตรงคนที่เกิดวัน เดือนปีที่จะบอกต่อไปนี้มาเกิดในชาตินี้ เพื่อจุดหมาย 3 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ 1 ในชาติที่แล้วตัวเองเกิดบนสวรรค์ และอยู่สุขสบายด้วยว่าสวรรค์นั้นมีแต่ สิ่งเร่งเริงบันเทิงใจจนตัวเองลืมไปเลย ว่าความทุกข์นั้นเป็นอย่างไรและอยากจะมา เกิดบนโลกเพื่อจะลิ้มลองรสชาติความทุกข์ ดูบ้างเปรียบเทียบเหมือนตัวเองเป็นลูก เศรษฐีชีวิตมีแต่ความสุขสบายอยากได้อะไร มีคนรับใช้หามาให้ชีวิตไม่ได้รับความ ลำบากเลยแต่วันหนึ่งได้ไปเปิดดูทีวีเห็น ชาวบ้านในถิ่นธุรกันดารต้องทำงานเหน็ด เหนื่อยทำไร่ไถนาตัวเองก็อยากรู้ว่าชีวิต แบบนั้นเป็นอย่างไรจึงอยากไปมีประสบการณ์ แบบนั้นบ้างรู้สึกว่าน่าสะดุกดีจึงออกไป ใช้ชีวิตแบบนั้นจนได้เรียนรู้ว่าเป็นแบบ
ไหนแล้วค่อยกลับ บ้านก็ 2 เกิดมาเพื่อเพื่อสร้างบุญบารมี เก็บกักตุนไว้เพื่อต่อยอดอายุตัวเองเผื่อ ว่าหากอยู่บนสวรรค์ต่อไปไม่ลงมาสร้างบุญ ในโลกซึ่งสร้างง่ายกว่าอยู่บนสวรรค์โน้น ถึงคราวหมดบุญจริงๆอาจต้องไปลงอบายหรือ ไม่ก็ต้องมาเกิดในยุคที่สังคมเสื่อมทราม หรือยุคมิขสัญยากแก่การก่อบุญได้ดังนั้น พวกเขาเหล่านี้จึงอธิษฐานมาขอเกิดในโลก นี้อย่างที่ 3 ได้รับองค์การจากเทพเบื้อง บนให้มาทำหน้าที่ทางธรรมหรือทางจิตวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือผู้คนและ อาจได้รับคุณวิเศษนั้นต่างๆติดตัวมาด้วย เป็นเครื่องมือทำงานให้เบื้องบนเช่นอาจมี
ยาอย่างรู้กรรมของคนเพื่อช่วยเหลือคนให้ พ้นภัยหรือเป็นตัวกลางในการติดต่อเทพ เบื้องบนให้มาเป่าประกาศองค์การสวรรค์ หรือสิ่งที่จะเกิดภัยโลกมนุษย์หรือมีพร สวรรค์ในการคิดค้นในศาสตร์ต่างๆเพื่อช่วย เหลือคนเช่นเป็นนักวิทยาศาสตร์คิดค้นอย่า รักษาโรคใหม่ๆซึ่งคนที่ต้องมาสร้างบุญ เหล่านี้ทั้ง 3 กรณีนี้จะต้องพบกับความ ทุกข์ใจมากมายได้รับความกดดันไม่เหมือนคน ปกติและที่สำคัญพวกเขาจะสนใจในหลักธรรมะ เป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเริ่มสนใจตั้งแต่ เด็กหรือมาสนใจตอนโตแล้วต่างกรรมต่างว วาระกันไปแต่เมื่อเขาเข้าหาธรรมเขาจะรู้ จักตัวเองจากส่วนลึกในจิตใจและตระหนักว่า
ตัวเองคือคนที่ต้องมาสร้างบุญบารมีโดยไม่ ต้องมีใครบอกเลยเพราะสัญญาเก่าตอนเป็น เทวดานางฟ้าย้ำเตือนเสมอแต่แรกๆอาจไม่แน่ ใจเพราะยังลังเลด้วยจิตปัจจุบันชาติแต่ ด้วยตัวเองต้องเจอวิบากกรรมเก่าตามรุม เร้าเหมือนเร่งให้ตัวเองมาเข้าสู่ทาง ธรรมะให้ได้และที่สำคัญอีกประการคนเหล่า นี้จะไม่มีใครทำอันตรายได้เลยเพราะมีสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่เบื้องหลังหาก ถึงคร่าวเคราะห์หามยามร้ายจะรอดพ้นอย่าง วุดิดทุกครั้งและใครที่คิดร้ายต่อคนเหล่า นี้จะต้องมีอันเป็นไปสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ พูดนี้ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณกันด้วยนะคะเอา ล่ะมาถึงคร่าวลุ้นกันว่าใครจะโดนแจ็คพอต
คนที่ต้องเกิดมาสร้างบุญบารมีในชาตินี้จะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกลุ่มที่ 1 คือดูจาก เดือนและปีเกิดกลุ่มที่ 2 คือดูจากวันและ ปี เกิดเอาจากกลุ่มที่ 1 ก่อนค่ะคนที่เกิดมา เพื่อสร้างบารมีในชาตินี้คือคนที่เกิด เดือนและปีดังต่อไปนี้ ค่ะ 1 เกิดเดือนมีนาคมปีฉลู 2 เกิดเดือน เมษายนปีคาน 3 เกิดเดือนพฤษภาคมปีเถา 4 เกิดเดือนมิถุนายนปีมะโรง 5 เกิดเดือน กรกฎาคมปีมสิงห์ 6 เกิดเดือนสิงหาคมปี มะเมีย 7 เกิดเดือนกันยายนปีมะแม 8 เกิด เดือนตุลาคมปีวอก 9 เกิดเดือนพฤศจิกายนปี รกา 10 เกิดเดือนธันวาคมปีจอและ 11 เกิด เดือนมกราคมในปี กุลกลุ่มที่ 2 คือคนที่เกิดวันและปีดัง
ต่อไปนี้ 1 เกิดวันอาทิตย์ปีชลูหรือปีวอก 2 เกิดวันจันทร์ปีค้านหรือปีา 3 เกิดวัน อังคารปีเถาะหรือปีจอ 4 เกิดวันพุทธปีมรง หรือปีกุล 5 เกิดวันพฤหัสบปีมสิงห์ 6 เกิดวันศุกรปีมาเมียและ 7 เกิดวันเสาร์ปี มาแมหรือปีชวดโดยกลุ่มที่ 1 จะเกิดศรัทธา ในทางธรได้ง่ายกว่ากลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 2 ต้องเจออะไรหนักๆหรือเจออะไรร้อนๆก่อนจะ เชื่อในธรรมะคน 2 กลุ่มนี้จะสนใจธรรมะและ ฝักไฝบุญกุศลและหลายคนก็สนใจดูดวงและสน เรื่องคนมีญาณด้วยและจะก้าวหน้าในการ ปฏิบัติธรรมตามจริตของตัวเองที่ได้สั่งสม มาสุดท้ายชีวิตท่านผู้หญิงศรีรัตน์ตอนนี้ ไม่มีใครทราบข่าวคราวท่านเลยเพราะอะไร
สังคมคงรู้อยู่แต่ไม่ว่าอย่างไรท่านก็มี คุณงามความดีต่อประชาชนคนไทยไม่น้อยคนที่ รักท่านก็ยังมีเยอะนอกนั้นคงขึ้นอยู่กับ ดวงชะตาวาสนาและบุญกรรมของแต่ละคนที่มีมา ไม่เท่ากัน
